ราคาทองวันนี้ 5 ตุลาคม แรงส่งเปิดตลาดเริ่มแผ่ว หลัง Spot ถอยและเงินบาทแข็ง

ราคาทองวันนี้ 5 ตุลาคม แรงส่งเปิดตลาดเริ่มแผ่ว หลัง Spot ถอยและเงินบาทแข็ง

ราคาทองวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ล่าสุดเวลา 11:34 น. ทองคำแท่งขายออกอยู่ที่ 65,950 บาท รับซื้อ 65,750 บาท ขณะที่ทองรูปพรรณขายออก 66,750 บาท รับซื้อ 64,430 บาท โดยราคาทองแท่งรอบล่าสุดลดลง 100 บาทจากรอบก่อน และเมื่อเทียบกับจุดแรกของการซื้อขายในชุดข้อมูลช่วง 09:16 น. ซึ่งอยู่ที่ 66,150 บาท ราคาทองแท่งขายออกลดลงรวม 200 บาท ภาพที่ตลาดกำลังจับตาจึงไม่ใช่เพียงการเปิดตลาดที่ปรับขึ้น แต่เป็นการที่แรงบวกช่วงต้นวันค่อย ๆ ถูกลดทอนลงพร้อมกับ Gold Spot ที่อ่อนจาก 4,160.5 ดอลลาร์มาอยู่ที่ 4,130 ดอลลาร์ และเงินบาทขยับจาก 33.61 เป็น 33.75 บาทต่อดอลลาร์ข้อมูลระหว่างวันทั้ง 6 จุดตั้งแต่ 09:16 ถึง 11:34 น. สะท้อนว่าทองแท่งขายออกเคลื่อนไหวในกรอบ 65,950-66,150 บาท ก่อนลงมาที่ขอบล่างของกรอบ ขณะที่ Gold Spot เคลื่อนไหวระหว่าง 4,130-4,160.5 ดอลลาร์ ส่วนค่าเงินบาทอยู่ในช่วง 33.61-33.75 บาทต่อดอลลาร์ จึงเห็นแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือราคาทองในตลาดโลกที่ลดลงจากระดับสูงสุดของช่วงสังเกต และเงินบาทที่แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับจุดแรกของวัน ซึ่งโดยกลไกแล้วล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันการแปลงราคาทองโลกเป็นราคาทองในประเทศจากแรงบวก 200 บาท สู่การย่อตัวในช่วงสายจุดเริ่มต้นของข้อมูลวันนี้เวลา 09:16 น. ทองแท่งขายออกอยู่ที่ 66,150 บาท เพิ่มขึ้น 200 บาท ขณะ Gold Spot อยู่ที่ 4,160.5 ดอลลาร์ และเงินบาทอยู่ที่ 33.61 บาทต่อดอลลาร์ แต่หลังจากนั้นทิศทางเปลี่ยนค่อนข้างต่อเนื่อง รอบ 09:49 น. ทองแท่งลดลง 50 บาทเหลือ 66,100 บาท จากนั้นเวลา 10:04 น. ลดอีก 50 บาทเหลือ 66,050 บาท และเวลา 10:09 น. ลงมา 66,000 บาท ก่อนจะฟื้นกลับเล็กน้อยในรอบ 10:50 น. ที่ 66,050 บาท แล้วลดลงอีก 100 บาทในรอบ 11:34 น. สู่ 65,950 บาทลำดับดังกล่าวทำให้แรงขายมีน้ำหนักมากกว่าแรงรีบาวด์ภายในช่วงข้อมูล เพราะการฟื้น 50 บาทในเวลา 10:50 น. ไม่สามารถรักษาระดับไว้ได้จนถึงรอบล่าสุด ขณะเดียวกัน Gold Spot ก็มีรูปแบบคล้ายกัน โดยลดจาก 4,160.5 ดอลลาร์ที่จุดแรก ลงต่อเนื่องถึง 4,137 ดอลลาร์ในเวลา 10:09 น. ก่อนเด้งเป็น 4,145 ดอลลาร์ และกลับลงมา 4,130 ดอลลาร์ในเวลา 11:34 น. การที่ทั้งทองไทยและ Spot ลงมาทดสอบระดับต่ำสุดของช่วงพร้อมกันจึงเป็นสัญญาณว่าการชะลอตัวของราคาทองไทยมีแรงส่งจากตลาดโลกอยู่ด้วยอย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวภายในกรอบ 65,950-66,150 บาทยังไม่ใช่การหลุดกรอบขนาดใหญ่ เพราะข้อมูลที่มีครอบคลุมเพียงช่วงเช้าและมีทั้งหมด 6 จุด การตีความที่เหมาะสมจึงควรเน้นว่าเป็น การย่อตัวหลังแรงบวกช่วงเปิดตลาด มากกว่าการสรุปว่าเกิดแนวโน้มขาลงรอบใหม่อย่างชัดเจน จุดต่ำ 65,950 บาทจึงเป็นระดับที่ตลาดควรติดตามต่อจากข้อมูลที่มี หากยังรักษาระดับนี้ได้ ภาพการแกว่งตัวจะยังมีน้ำหนัก แต่หากราคาหลุดลงต่อเนื่อง ความหมายของแรงกดดันจะเปลี่ยนไปGold Spot อ่อนลง ขณะที่เงินบาทเพิ่มแรงกดดันต่อทองไทยปัจจัยที่เห็นได้ชัดที่สุดจากชุดข้อมูลคือการเคลื่อนไหวของ Gold Spot ซึ่งลดจาก 4,160.5 ดอลลาร์ในเวลา 09:16 น. มาเป็น 4,130 ดอลลาร์ในเวลา 11:34 น. หรืออยู่ต่ำกว่าจุดเริ่มต้น 30.5 ดอลลาร์ ในช่วงกลางทาง Spot ลดถึง 4,137 ดอลลาร์ ก่อนฟื้น 8 ดอลลาร์ขึ้นสู่ 4,145 ดอลลาร์ แล้วกลับลง 15 ดอลลาร์ในรอบล่าสุด การเคลื่อนไหวลักษณะนี้สะท้อนว่าแรงซื้อที่พยายามประคองราคาในช่วง 10:50 น. ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทิศทางระหว่างวันให้กลับมาเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจนสำหรับทองคำแท่งในประเทศ ความสัมพันธ์กับ Gold Spot ถูกซ้ำเติมด้วยค่าเงินบาทในชุดข้อมูลเดียวกัน โดยเงินบาทอยู่ที่ 33.61 บาทต่อดอลลาร์ในเวลา 09:16 น. ขยับเป็น 33.63 บาทในเวลา 09:49 น. 33.70 บาทในเวลา 10:04 น. และ 33.72 บาทในเวลา 10:09 น. ก่อนอ่อนกลับเล็กน้อยเป็น 33.68 บาทในเวลา 10:50 น. แล้วมาอยู่ที่ 33.75 บาทในเวลา 11:34 น. หากมองเฉพาะข้อมูลชุดนี้ ค่าเงินบาทเพิ่มขึ้นจาก 33.61 เป็น 33.75 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหมายถึงเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับจุดเริ่มต้นของวันตามการแสดงค่า USD/THB และมีผลกดดันราคาทองไทยเมื่อปัจจัยอื่นเท่ากันกลไกสำคัญคือราคาทองไทยไม่ได้เคลื่อนไหวตาม Gold Spot เพียงตัวเดียว แต่ต้องผ่านการแปลงด้วยอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เมื่อ Gold Spot อ่อนลง ขณะที่เงินบาทแข็งขึ้นพร้อมกัน ราคาทองในประเทศจึงมีแรงต้านมากกว่ากรณีที่มีเพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ในวันนี้ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับการที่ทองแท่งจาก 66,150 บาทในรอบแรกลงมาที่ 65,950 บาทในรอบล่าสุด แม้จะไม่สามารถแยกเป็นสัดส่วนได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาทองไทยมาจาก Spot หรือเงินบาทมากกว่ากัน เพราะข้อมูลไม่ได้ให้สูตรคำนวณหรือปัจจัยอื่นที่ใช้กำหนดราคาของแต่ละรอบ

ทองรูปพรรณลงตามทองแท่ง แต่ระดับราคายังอยู่ในกรอบเดียวกันทองรูปพรรณขายออกล่าสุดอยู่ที่ 66,750 บาท และรับซื้อ 64,430 บาท ณ เวลา 11:34 น. จากจุดแรกของชุดข้อมูลที่ทองรูปพรรณขายออก 66,950 บาท ราคาในรอบล่าสุดลดลง 200 บาทเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของทองแท่งจากจุดเริ่มต้น ข้อมูลระหว่างทางแสดงการลดลงจาก 66,950 บาท เป็น 66,900 บาท 66,850 บาท และ 66,800 บาท ก่อนฟื้นกลับเป็น 66,850 บาท แล้วลดลงสู่ 66,750 บาทจุดสำคัญจึงอยู่ที่โครงสร้างการเคลื่อนไหวมากกว่าตัวเลขราคาสูงหรือต่ำเพียงจุดเดียว ทองรูปพรรณเดินไปในทิศทางเดียวกับทองแท่งตลอดชุดข้อมูล โดยมีการฟื้นระยะสั้นในรอบ 10:50 น. แต่ไม่สามารถต่อยอดแรงฟื้นดังกล่าวได้ถึงรอบ 11:34 น. นั่นทำให้แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะราคาทองแท่ง แต่สะท้อนผ่านราคาทองรูปพรรณด้วยเวลาทองแท่งขายออกทองรูปพรรณขายออกGold SpotUSD/THBการเปลี่ยนแปลงทองแท่ง

09:1666,150 บาท66,950 บาท4,160.5 ดอลลาร์33.61+200 บาท

09:4966,100 บาท66,900 บาท4,153.5 ดอลลาร์33.63

-50 บาท10:0466,050 บาท66,850 บาท4,143 ดอลลาร์33.70-50 บาท10:0966,000 บาท66,800 บาท4,137 ดอลลาร์

33.72-50 บาท10:5066,050 บาท66,850 บาท4,145 ดอลลาร์33.68+50 บาท11:3465,950 บาท66,750 บาท4,130 ดอลลาร์33.75-100 บาทเงินบาทและปัจจัยพันธบัตร: สิ่งที่ข้อมูลยืนยันและสิ่งที่ยังต้องรอดูการเคลื่อนไหวของเงินบาทมีบทบาทต่อราคาทองไทยอย่างเห็นได้ชัดในชุดข้อมูลนี้ เพราะค่า USD/THB ขยับจาก 33.61 เป็น 33.75 ขณะที่ Gold Spot ลดลงพร้อมกัน การเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันต่อราคาทองในประเทศในช่วงที่ตลาดโลกไม่ได้ส่งแรงบวกเข้ามาชดเชย การกลับมาของเงินบาทไปที่ 33.68 ในเวลา 10:50 น. สอดคล้องกับช่วงที่ทองแท่งฟื้น 50 บาทและ Spot ฟื้นจาก 4,137 เป็น 4,145 ดอลลาร์ แต่เมื่อเงินบาทกลับมาอยู่ที่ 33.75 และ Spot ลดสู่ 4,130 ดอลลาร์ ทองแท่งก็ลดลง 100 บาทสู่ 65,950 บาทสำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร กลไกทางตลาดโดยทั่วไปสามารถมีผลต่อทองคำผ่านต้นทุนค่าเสียโอกาสและความต้องการสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย แต่ ชุดข้อมูลที่กำหนดไม่ได้ให้ตัวเลขหรือทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร จึงยังไม่ควรสรุปว่าการเคลื่อนไหวของพันธบัตรเป็นตัวขับราคาทองในช่วงเช้านี้โดยตรง สิ่งที่ยืนยันได้จากข้อมูลคือ Gold Spot และ USD/THB เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เพิ่มแรงกดดันต่อทองไทย ส่วนบทบาทของบอนด์ยีลด์ยังเป็นตัวแปรที่ต้องติดตามเพิ่มเติม หากยีลด์ขยับในทิศทางที่ลดความน่าสนใจของทอง ก็อาจเสริมแรงกดดันต่อ Spot แต่หากยีลด์ลดลงและปัจจัยอื่นเอื้อ ก็อาจช่วยจำกัดแรงขายได้

จุดชี้วัดสำคัญอยู่ที่ 65,950 บาทและ 66,150 บาทเมื่อใช้เฉพาะข้อมูลระหว่างวัน ระดับ 65,950 บาทเป็นจุดต่ำสุดของทองแท่งขายออกที่สังเกตได้ และ 66,150 บาทเป็นจุดสูงสุดของช่วงเดียวกัน กรอบดังกล่าวจึงเป็นขอบเขตที่สะท้อนพฤติกรรมจริงของตลาดในช่วง 09:16-11:34 น. การที่ราคาล่าสุดลงมาที่ 65,950 บาททำให้ระดับนี้มีความสำคัญในฐานะจุดที่แรงขายกำลังทดสอบ ไม่ใช่แนวรับทางเทคนิคที่ยืนยันล่วงหน้าด้านบน 66,150 บาทเป็นระดับสูงสุดที่เกิดขึ้นในชุดข้อมูลหลังเปิดตลาด การกลับขึ้นไปเหนือระดับดังกล่าวจึงจะทำให้ภาพแรงกดดันช่วงสายเริ่มผ่อนคลาย และบ่งชี้ว่าการย่อตัวอาจเป็นเพียงการพักแรงก่อนพยายามขึ้นใหม่ ขณะที่การดีดขึ้นเพียงเล็กน้อยแต่ยังไม่ผ่านจุดสูงสุดของช่วง จะยังสะท้อนว่าตลาดอยู่ในลักษณะเคลื่อนไหวแบบแกว่งตัวมากกว่าการเกิดแรงส่งขาขึ้นที่ชัดเจนGold Spot มีกรอบที่ 4,130-4,160.5 ดอลลาร์เช่นเดียวกัน โดยจุดล่าสุดอยู่ที่ขอบล่างของช่วง ขณะที่ค่าเงินบาทมีกรอบ 33.61-33.75 บาทต่อดอลลาร์ และล่าสุดอยู่ที่ขอบบน หาก Spot ฟื้นพร้อมกับเงินบาทไม่แข็งค่าต่อ แรงกดดันต่อทองไทยจะลดลงสองทางพร้อมกัน ในทางกลับกัน หาก Spot ยังอ่อนและเงินบาทยังเคลื่อนไปทางระดับสูงสุดของช่วง ราคาทองไทยจะมีโอกาสเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องมากขึ้นสองทางที่ตลาดต้องจับตาหลังราคาลงมาขอบล่างทางแรกคือ การฟื้นตัวต่อ โดยเงื่อนไขสำคัญคือ Gold Spot ต้องกลับขึ้นจาก 4,130 ดอลลาร์ และทองแท่งต้องสามารถฟื้นจาก 65,950 บาทได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกลับเข้าใกล้หรือผ่านจุดสูงสุด 66,150 บาทที่สังเกตได้ในวันนี้ หากเงินบาทไม่แข็งค่าต่อจาก 33.75 บาทต่อดอลลาร์ ก็จะลดแรงต้านในการส่งผ่านการฟื้นตัวของ Spot มายังราคาทองไทยได้ ภาพนี้จะทำให้การย่อตัวช่วงสายมีลักษณะเป็นการพักตัวมากกว่าการเปลี่ยนทิศทางลง และจะถูกหักล้างหากราคากลับลงทำจุดต่ำใหม่พร้อม Spot ที่อ่อนต่ออีกทางคือ การพักฐานต่อเนื่อง หาก Gold Spot ยังไม่สามารถยืนเหนือระดับ 4,130 ดอลลาร์ในข้อมูลที่มีและยังเคลื่อนลง ขณะที่เงินบาทอยู่ใกล้ 33.75 บาทต่อดอลลาร์หรือแข็งค่าต่อ แรงกดดันต่อทองไทยจะยังอยู่ โดยเฉพาะหากทองแท่งไม่สามารถรักษา 65,950 บาทและทำระดับต่ำใหม่จากกรอบที่สังเกตได้ ในกรณีนี้การฟื้นที่ 66,050 บาทในเวลา 10:50 น. จะถูกมองว่าเป็นเพียงแรงเด้งระหว่างทางมากกว่าการกลับตัว ส่วนข้อมูลที่มีในขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันการพักฐานในระดับที่กว้างกว่านี้ จึงควรยึดการเปลี่ยนแปลงของ Spot ค่าเงินบาท และราคาทองแท่งในรอบถัดไปเป็นตัวตัดสินทิศทาง