ผู้ค้าทองเดินหน้าหารือคลังทบทวนภาษี จับตาเป้าหมายไทยสู่ฮับทองคำและแนวโน้มราคาขาขึ้น

ผู้ค้าทองเดินหน้าหารือคลังทบทวนภาษี จับตาเป้าหมายไทยสู่ฮับทองคำและแนวโน้มราคาขาขึ้น

ผู้ประกอบการธุรกิจทองคำเตรียมเข้าหารือกับกระทรวงการคลังช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อเสนอให้ทบทวนแนวทางด้านภาษีทองคำ โดยมองว่าการกำหนดนโยบายควรคำนึงถึงบทบาทของอุตสาหกรรมทองคำต่อระบบเศรษฐกิจไทยและเป้าหมายการผลักดันประเทศสู่ศูนย์กลางการซื้อขายทองคำของภูมิภาค ขณะเดียวกันตลาดยังจับตาทิศทางราคาทองคำโลกที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อจากปัจจัยเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ

สัญญาณสำคัญจากประเด็นภาษีทองคำและการแข่งขันในภูมิภาค

ภาคธุรกิจทองคำมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำ เนื่องจากมีโครงสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ ร้านค้าทองคำ ไปจนถึงตลาดผู้บริโภคภายในประเทศ โดยอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มีความหมายเพียงด้านรายได้ของผู้ค้า แต่ยังเกี่ยวข้องกับการหมุนเวียนของเงินทุนในระบบเศรษฐกิจ

ประเด็นที่ต้องการให้ภาครัฐพิจารณาคือแนวทางการจัดเก็บภาษีทองคำ ซึ่งภาคธุรกิจเห็นว่าควรทบทวนเพื่อไม่ให้กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยมีการยกตัวอย่างว่าในอดีตประเทศไทยเคยมีการจัดเก็บภาษีทองคำ ก่อนยกเลิกในช่วงปี 2541 หลังจากนั้นตลาดทองคำในประเทศมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่าการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับทองคำไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับผู้ประกอบการ แต่ยังเชื่อมโยงกับบทบาทของไทยในตลาดภูมิภาค หากต้นทุนหรือข้อจำกัดเพิ่มขึ้นมากเกินไป อาจมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนและผู้ซื้อขายที่มีทางเลือกในศูนย์กลางการเงินอื่น

อ่านเกมราคาทองผ่าน XAU/USD และปัจจัยดอกเบี้ย

สำหรับทิศทางราคาทองคำ ผู้ประกอบการประเมินว่าราคาทองคำผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และโอกาสกลับไปอยู่ในระดับต่ำมากเช่นเดิมมีไม่มาก โดยตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ มากกว่าปัจจัยความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับเงินเฟ้อและกำลังซื้อ เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต และยอดค้าปลีก ถูกนำมาใช้ประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเคลื่อนไหวของราคาทองคำโลก หรือ XAU/USD

หากตลาดมองว่าดอกเบี้ยมีโอกาสปรับลดลงหรืออยู่ในทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น ทองคำอาจได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการถือครองสินทรัพย์ที่ใช้รักษามูลค่า อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ภาวะเศรษฐกิจโลก และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ผลต่อทองคำ 96.5% ทองแท่ง และทองรูปพรรณในไทย

สำหรับผู้ซื้อทองคำไทย ประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับราคาทองคำ 96.5% ในประเทศ เพราะราคาทองไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามราคาทองโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ด้วย หากค่าเงินบาทมีการเปลี่ยนแปลง แม้ราคาทองโลกจะเคลื่อนไหวในทิศทางเดิม ราคาทองในประเทศก็อาจตอบสนองแตกต่างกัน

ทองแท่งมักถูกติดตามในฐานะสินทรัพย์สำหรับเก็บมูลค่า ขณะที่ทองรูปพรรณมีทั้งมูลค่าของทองคำและต้นทุนด้านรูปแบบสินค้า ผู้ซื้อจึงควรพิจารณาความแตกต่างของส่วนต่างราคาซื้อขาย ค่ากำเหน็จ และเป้าหมายการถือครองก่อนตัดสินใจ

จากการประเมินล่าสุด มีมุมมองว่าราคาทองคำโลกอาจมีโอกาสขึ้นไปแตะระดับ 5000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระยะต่อไป ส่วนราคาทองคำในประเทศอาจมีโอกาสขยับสู่ประมาณ 74000 บาทต่อบาททองคำ และระดับ 80000 บาทอาจต้องติดตามในปีถัดไป โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินแนวโน้ม ไม่ใช่ระดับราคาที่เกิดขึ้นแน่นอน

ตัวแปรที่ตลาดทองต้องติดตามหลังจากนี้

ทิศทางนโยบายภาครัฐเกี่ยวกับธุรกิจทองคำจะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ตลาดจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว ขณะเดียวกันตลาดโลกยังต้องติดตามท่าทีด้านอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินดอลลาร์

สำหรับนักลงทุนระยะสั้น การเคลื่อนไหวของ XAU/USD และ USD/THB อาจทำให้ราคาทองไทยเปลี่ยนแปลงได้แม้ไม่มีปัจจัยใหม่จากตลาดภายในประเทศ ส่วนผู้ที่ถือทองคำเพื่อการออมควรมองภาพรวมของปัจจัยพื้นฐานควบคู่กับราคาปัจจุบัน

กรอบคิดก่อนตัดสินใจซื้อหรือขายทองคำ

แม้แนวโน้มราคาทองคำจะได้รับแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย แต่ตลาดทองคำยังมีความผันผวนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามภาวะเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงิน และความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ผู้ซื้อและผู้ขายควรเปรียบเทียบราคาปัจจุบัน ตรวจสอบส่วนต่างราคา และประเมินความเหมาะสมกับเป้าหมายของตนเองก่อนทำธุรกรรม

โดยสรุป การหารือเรื่องภาษีทองคำสะท้อนความพยายามของภาคธุรกิจในการผลักดันบทบาทไทยในตลาดทองคำภูมิภาค ขณะที่ทิศทางราคาทองยังขึ้นอยู่กับปัจจัยระดับโลกเป็นหลัก การติดตามข้อมูลอย่างรอบด้านจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจสถานการณ์และวางแผนได้เหมาะสมมากขึ้น