ทำไมราคาทองขึ้นแต่ขายแล้วยังขาดทุน พร้อมวิธีคำนวณจุดคุ้มทุนก่อนขายทอง
หลายคนซื้อทองไว้ระยะหนึ่ง พอเห็นข่าวว่าราคาทองปรับขึ้นจึงนำทองออกมาขาย โดยคาดว่าจะได้รับเงินมากกว่าตอนซื้อ แต่เมื่อร้านคำนวณราคาให้กลับพบว่ายังขาดทุน หรือได้เงินน้อยกว่าราคาที่เคยจ่ายไป สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าร้านคำนวณผิดเสมอไป แต่อาจเกิดจากการเปรียบเทียบราคาคนละประเภท หรือยังไม่ได้นำต้นทุนทั้งหมดมารวมไว้ในการคำนวณ
คำว่า “ราคาทองขึ้น” ที่เห็นตามข่าวมักหมายถึงราคาประกาศล่าสุดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับประกาศครั้งก่อนหรือราคาปิดของวันก่อนหน้า ไม่ได้หมายความว่าราคารับซื้อในวันนี้สูงกว่าต้นทุนของผู้ถือทองทุกคน เพราะแต่ละคนซื้อทองคนละวัน คนละราคา และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมไม่เท่ากัน
การจะรู้ว่าขายทองแล้วได้กำไรหรือขาดทุน จึงต้องนำเงินที่ร้านรับซื้อจริงมาเปรียบเทียบกับต้นทุนทั้งหมดในวันที่ซื้อ ไม่ควรพิจารณาเพียงว่าราคาทองวันนี้ปรับขึ้นกี่บาท
ราคาทองขึ้นไม่ได้แปลว่าทุกคนขายแล้วมีกำไร
สมมติว่าข่าวรายงานว่าราคาทองวันนี้ปรับขึ้น 200 บาท ตัวเลขดังกล่าวบอกเพียงว่าราคาประกาศล่าสุดสูงกว่าฐานที่นำมาเปรียบเทียบอยู่ 200 บาท แต่ไม่ได้บอกว่าผู้ถือทองซื้อมาในราคาเท่าใด
คนที่ซื้อทองไว้นานแล้วในช่วงราคาต่ำอาจมีกำไร ขณะที่คนซึ่งเพิ่งซื้อในช่วงราคาสูงอาจยังขาดทุน แม้ทั้งสองคนจะนำทองมาขายในวันเดียวกันก็ตาม ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับต้นทุนรายบุคคล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขบวกหรือลบบนป้ายราคาประจำวันเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น นาย ก ซื้อทองคำแท่งในราคา 55,000 บาท ส่วน นาย ข ซื้อทองชนิดเดียวกันในราคา 65,000 บาท หากวันนี้ร้านรับซื้อที่ 64,500 บาท นาย ก จะมีกำไร 9,500 บาท แต่นาย ข ยังขาดทุน 500 บาท แม้ทั้งสองคนจะขายทองในวันที่ราคาปรับขึ้นเหมือนกัน
สาเหตุหลักมาจากราคาขายออกและราคารับซื้อเป็นคนละราคา
เมื่อประชาชนซื้อทองจากร้าน ต้องใช้ราคาขายออก แต่เมื่อนำทองกลับไปขาย ร้านจะใช้ราคารับซื้อ ตัวเลขสองช่องนี้ไม่เท่ากันและมีวัตถุประสงค์ต่างกัน
- ราคาขายออก คือ ราคาที่ร้านขายทองให้ลูกค้า
- ราคารับซื้อ คือ ราคาที่ร้านรับซื้อทองคืนจากลูกค้า
- ส่วนต่างราคา คือ ความแตกต่างระหว่างราคาขายออกกับราคารับซื้อ
ส่วนต่างนี้เรียกอีกอย่างว่า Spread แม้จะไม่ได้แสดงเป็นค่าธรรมเนียมแยกในใบเสร็จ แต่เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นทันทีหลังซื้อ หากซื้อแล้วขายคืนในช่วงเวลาใกล้กัน ผู้ซื้อมักได้รับเงินน้อยกว่ายอดที่เพิ่งชำระไป
สูตรคำนวณส่วนต่างราคาเบื้องต้นคือ
ส่วนต่างราคา = ราคาขายออก − ราคารับซื้อ
สมมติราคาทองคำแท่งขายออก 64,200 บาทและรับซื้อ 64,000 บาท ส่วนต่างราคาเท่ากับ
64,200 − 64,000 = 200 บาท
หากซื้อทองในราคา 64,200 บาท ราคารับซื้อจะต้องปรับขึ้นจนมากกว่า 64,200 บาท ผู้ถือทองจึงจะเริ่มมีกำไร โดยยังไม่รวมค่าบล็อกหรือค่าใช้จ่ายอื่น
ราคาปรับขึ้นแล้วทำไมยังไม่ผ่านจุดคุ้มทุน
สมมติผู้ซื้อทองคำแท่ง 1 บาทที่ราคาขายออก 64,200 บาท ในเวลานั้นราคารับซื้ออยู่ที่ 64,000 บาท วันต่อมาราคาทองปรับขึ้น 100 บาท ทำให้ราคารับซื้อใหม่เป็น 64,100 บาท
แม้ราคาประกาศจะปรับขึ้น แต่ผู้ถือทองยังขาดทุนอยู่ 100 บาท เพราะต้นทุนเดิมคือ 64,200 บาท ขณะที่ขายคืนได้เพียง 64,100 บาท ราคาต้องเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 100 บาทในฝั่งราคารับซื้อจึงจะถึงต้นทุนเดิม
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| ราคาที่ซื้อทองคำแท่ง | 64,200 บาท |
| ราคารับซื้อหลังราคาปรับขึ้น | 64,100 บาท |
| ผลกำไรหรือขาดทุน | ขาดทุน 100 บาท |
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า การเพิ่มขึ้นของราคาทองต้องมากพอที่จะชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายคืนก่อน ผู้ถือทองจึงจะถึงจุดคุ้มทุน
ทองรูปพรรณมีค่ากำเหน็จรวมอยู่ในต้นทุน
ผู้ซื้อทองรูปพรรณไม่ได้จ่ายเฉพาะมูลค่าเนื้อทอง แต่ยังต้องจ่ายค่ากำเหน็จ ซึ่งเป็นค่าแรงและต้นทุนในการผลิตทองให้เป็นเครื่องประดับ เช่น ค่าออกแบบ ขึ้นรูป เชื่อม ประกอบ ทำลวดลาย และขัดแต่งชิ้นงาน
สูตรหาต้นทุนทองรูปพรรณในวันที่ซื้อคือ
ต้นทุนทองรูปพรรณ = ราคาเนื้อทองตามน้ำหนัก + ค่ากำเหน็จ + ค่าใช้จ่ายอื่น
เมื่อขายทองรูปพรรณคืน ร้านจะพิจารณามูลค่าเนื้อทอง น้ำหนัก ความบริสุทธิ์ และเงื่อนไขรับซื้อเป็นหลัก ค่ากำเหน็จที่เคยจ่ายตอนซื้อจึงไม่ควรถูกคาดหวังว่าจะได้รับคืนเต็มจำนวน เพราะเป็นต้นทุนของงานฝีมือและการผลิตสินค้า ไม่ใช่น้ำหนักทองที่นำกลับมาหลอมได้ทั้งหมด
สมมติซื้อสร้อยทองน้ำหนัก 1 บาท โดยมีข้อมูลดังนี้
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| ราคาเนื้อทองตอนซื้อ | 65,000 บาท |
| ค่ากำเหน็จ | 1,200 บาท |
| ต้นทุนรวม | 66,200 บาท |
| มูลค่ารับซื้อคืนปัจจุบัน | 64,000 บาท |
| ผลกำไรหรือขาดทุน | ขาดทุน 2,200 บาท |
แม้ราคาทองอาจเพิ่มขึ้นจากวันที่ซื้อ แต่หากมูลค่ารับซื้อคืนยังไม่ถึง 66,200 บาท ผู้ถือทองก็ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนในเชิงตัวเลข
นี่เป็นเหตุผลที่ทองรูปพรรณมักต้องรอให้ราคาปรับขึ้นมากกว่าทองคำแท่งจึงจะเริ่มคุ้มทุน เนื่องจากมีค่ากำเหน็จรวมอยู่ในต้นทุนตั้งแต่วันแรก อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อได้รับประโยชน์จากการนำทองไปสวมใส่ จึงควรมองค่ากำเหน็จเป็นต้นทุนของการใช้งานและความสวยงามด้วย
ทองคำแท่งบางขนาดอาจมีค่าบล็อก
แม้ทองคำแท่งจะไม่มีค่ากำเหน็จแบบทองรูปพรรณ แต่ทองคำแท่งบางขนาดอาจมีค่าบล็อก ค่าพรีเมียม ค่าบรรจุภัณฑ์ หรือค่าใช้จ่ายในการผลิตเพิ่มเติม โดยเฉพาะทองแท่งขนาดเล็ก
สูตรต้นทุนทองคำแท่งที่ควรใช้คือ
ต้นทุนทองคำแท่ง = ราคาขายออกตามน้ำหนัก + ค่าบล็อก + ค่าใช้จ่ายอื่น
หากซื้อทองคำแท่ง 1 บาทในราคาขายออก 64,200 บาทและมีค่าบล็อก 200 บาท ต้นทุนที่แท้จริงจะเป็น 64,400 บาท ไม่ใช่ 64,200 บาท ดังนั้น ราคารับซื้อจะต้องเพิ่มขึ้นถึง 64,400 บาทจึงจะถึงจุดคุ้มทุนเบื้องต้น
ค่าบล็อกเดิมอาจไม่ได้ถูกนำมารวมคืนเมื่อนำทองไปขาย ผู้ซื้อจึงควรถามยอดชำระสุทธิและเงื่อนไขรับซื้อคืนก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะเมื่อต้องการซื้อทองขนาดเล็กหลายชิ้น
สูตรคำนวณกำไรหรือขาดทุนจากการขายทอง
การคำนวณผลตอบแทนไม่ควรใช้เพียงราคาทองต่อบาท แต่ต้องใช้ต้นทุนรวมและยอดขายคืนสุทธิของทองชิ้นนั้น
สูตรพื้นฐานคือ
กำไรหรือขาดทุน = เงินที่ได้รับจากการขายคืน − ต้นทุนรวมตอนซื้อ
หากผลลัพธ์เป็นบวก หมายถึงมีกำไร หากผลลัพธ์เป็นลบ หมายถึงขาดทุน และหากผลลัพธ์เท่ากับศูนย์ หมายถึงอยู่ที่จุดคุ้มทุนพอดี
ต้นทุนรวมควรประกอบด้วยรายการต่อไปนี้
- ราคาเนื้อทองในวันที่ซื้อ
- ค่ากำเหน็จสำหรับทองรูปพรรณ
- ค่าบล็อกหรือค่าพรีเมียมของทองคำแท่ง
- ค่าธรรมเนียมจากช่องทางชำระเงิน
- ค่าจัดส่งหรือค่าประกันสินค้า
- ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกิดขึ้นจริง
ส่วนเงินที่ได้รับจากการขายคืนควรใช้ยอดสุทธิหลังร้านตรวจน้ำหนัก ความบริสุทธิ์ สภาพสินค้า และแจ้งรายการหักเรียบร้อยแล้ว ไม่ควรใช้ราคาขายออกหรือราคาที่ปรากฏในโฆษณามาคำนวณแทนยอดรับซื้อจริง
สูตรหาจุดคุ้มทุนของทองคำ
จุดคุ้มทุนคือระดับที่เงินจากการขายทองเท่ากับต้นทุนรวมที่เคยจ่ายไป ผู้ถือทองจึงไม่มีกำไรและไม่ขาดทุน
จุดคุ้มทุน = ต้นทุนรวมทั้งหมด
หากต้องการทราบว่าราคารับซื้อต้องเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด สามารถคำนวณได้ดังนี้
ระยะห่างจากจุดคุ้มทุน = ต้นทุนรวม − มูลค่ารับซื้อคืนปัจจุบัน
สมมติซื้อทองคำแท่ง 1 บาทด้วยต้นทุนรวม 64,400 บาท ขณะที่ราคารับซื้อปัจจุบันอยู่ที่ 64,100 บาท ระยะห่างจากจุดคุ้มทุนคือ
64,400 − 64,100 = 300 บาท
หมายความว่าราคารับซื้อทองชนิดนั้นต้องเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 300 บาทต่อหนึ่งบาททอง ผู้ถือจึงจะถึงจุดคุ้มทุนเบื้องต้น
หากต้องการคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ สามารถใช้สูตรต่อไปนี้
ผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ = กำไรหรือขาดทุน ÷ ต้นทุนรวม × 100
หากซื้อทองด้วยต้นทุน 64,400 บาทและขายได้ 65,000 บาท กำไรจะเท่ากับ 600 บาท คิดเป็นผลตอบแทนประมาณ
600 ÷ 64,400 × 100 = 0.93 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณ
การคำนวณนี้ยังไม่รวมค่าเสียโอกาส เงินเฟ้อ หรือดอกเบี้ยที่อาจได้รับหากนำเงินไปใช้ในทางเลือกอื่น จึงเป็นผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาโดยตรงเท่านั้น
คำนวณทองหลายบาทต้องดูน้ำหนักรวม
หากถือทองมากกว่า 1 บาท สามารถนำราคารับซื้อต่อบาทคูณด้วยน้ำหนักทองที่ร้านยอมรับ เพื่อประเมินยอดขายคืนเบื้องต้น
มูลค่าขายคืนโดยประมาณ = ราคารับซื้อต่อบาท × น้ำหนักทอง
สมมติถือทองคำแท่ง 5 บาท และราคารับซื้ออยู่ที่ 64,100 บาทต่อบาททอง มูลค่ารับซื้อเบื้องต้นจะเป็น
64,100 × 5 = 320,500 บาท
จากนั้นนำยอดดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับต้นทุนรวมของทองทั้ง 5 บาท หากซื้อคนละวันหรือคนละราคา ควรแยกต้นทุนแต่ละครั้งแล้วนำมารวมกัน ไม่ควรใช้ราคาซื้อครั้งล่าสุดแทนต้นทุนทั้งหมด
ทองที่ซื้อหลายครั้งควรคำนวณต้นทุนเฉลี่ย
ผู้ที่ทยอยซื้อทองหลายครั้งอาจมีต้นทุนต่อบาทไม่เท่ากัน การใช้ต้นทุนเฉลี่ยช่วยให้ประเมินภาพรวมได้ง่ายขึ้น
ต้นทุนเฉลี่ยต่อบาท = ต้นทุนรวมของทองทั้งหมด ÷ น้ำหนักทองรวม
สมมติซื้อทองคำแท่งดังนี้
| ครั้งที่ซื้อ | น้ำหนัก | ต้นทุนรวม |
|---|---|---|
| ครั้งที่ 1 | 1 บาท | 60,000 บาท |
| ครั้งที่ 2 | 1 บาท | 62,000 บาท |
| ครั้งที่ 3 | 1 บาท | 64,000 บาท |
| รวม | 3 บาท | 186,000 บาท |
ต้นทุนเฉลี่ยต่อบาทจะเท่ากับ
186,000 ÷ 3 = 62,000 บาทต่อบาททอง
หากราคารับซื้อปัจจุบันอยู่ที่ 63,000 บาทต่อบาททอง มูลค่ารับซื้อทองทั้ง 3 บาทจะเท่ากับ 189,000 บาท ผู้ถือทองจึงมีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายอื่น 3,000 บาท
อย่างไรก็ตาม หากทองแต่ละชิ้นเป็นคนละประเภท มีค่ากำเหน็จหรือเงื่อนไขรับซื้อไม่เหมือนกัน ควรคำนวณแยกเป็นรายชิ้นก่อน เพราะการนำทองคำแท่งกับทองรูปพรรณมารวมต้นทุนเฉลี่ยอาจทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อน
น้ำหนักทองที่ลดลงส่งผลต่อราคาขาย
ทองรูปพรรณที่สวมใส่เป็นประจำอาจเกิดการสึกหรอจากการเสียดสี รอยต่อ ตัวล็อก หรือการซ่อมแซม เมื่อชั่งในวันที่ขาย น้ำหนักอาจไม่เท่ากับน้ำหนักที่ระบุไว้ในวันที่ซื้อ หากน้ำหนักลดลง มูลค่ารับซื้อก็มีโอกาสลดลงตามเนื้อทองที่เหลืออยู่จริง
เครื่องประดับบางชิ้นอาจมีส่วนประกอบที่ไม่ใช่ทอง เช่น หิน พลอย เชือก แกน หรือวัสดุภายใน ร้านทองอาจไม่นำส่วนประกอบเหล่านั้นมาคิดเป็นน้ำหนักทอง ผู้ขายจึงไม่ควรนำตัวเลขน้ำหนักรวมของเครื่องประดับไปคูณกับราคาทองโดยไม่ตรวจสอบ
หากทองชำรุดไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีมูลค่า เพราะร้านยังสามารถประเมินจากเนื้อทองได้ แต่สภาพสินค้า น้ำหนักที่ตรวจพบ และความสะดวกในการตรวจสอบอาจมีผลต่อวิธีรับซื้อ ผู้ขายควรให้ร้านชั่งและอธิบายรายการต่อหน้า
เปอร์เซ็นต์ทองไม่ตรงกับมาตรฐานที่ร้านรับซื้อ
ราคาทองที่ประกาศทั่วไปในประเทศไทยมักอ้างอิงทองคำความบริสุทธิ์ 96.5 เปอร์เซ็นต์ หากทองที่นำไปขายมีเปอร์เซ็นต์ต่ำกว่า มูลค่ารับซื้อย่อมไม่เท่ากับทองมาตรฐาน แม้เครื่องประดับจะมีสีเหลืองและน้ำหนักเท่ากันก็ตาม
ทองจากต่างประเทศอาจใช้มาตรฐานกะรัต เช่น 18K 22K หรือ 24K ส่วนทองเก่า ทองไม่มีตราประทับ หรือทองที่ไม่ทราบแหล่งที่มาอาจต้องผ่านการตรวจสอบเพิ่มเติม ร้านจึงอาจยังไม่สามารถให้ราคาเต็มตามป้ายรับซื้อจนกว่าจะยืนยันความบริสุทธิ์ได้
ก่อนขายควรตรวจสอบตราประทับ ใบเสร็จ ใบรับประกัน และข้อมูลผู้ผลิต หากมีเอกสารควรนำติดตัวไปด้วย แต่เอกสารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแทนการตรวจสอบสินค้าจริงได้
ขายคืนร้านเดิมกับขายต่างร้านอาจได้ราคาไม่เท่ากัน
ร้านเดิมมักรู้จักตราสินค้า มาตรฐานการผลิต และรายละเอียดของทองที่เคยจำหน่าย จึงอาจตรวจสอบได้สะดวกกว่าทองจากแหล่งอื่น ส่วนการขายต่างร้านอาจต้องมีขั้นตอนพิสูจน์น้ำหนักและความบริสุทธิ์เพิ่มเติม
แต่ไม่ได้หมายความว่าร้านเดิมจะให้ราคาดีกว่าทุกรายการ หรือร้านอื่นจะรับซื้อไม่ได้ ผู้ขายควรสอบถามราคาสุทธิจากร้านที่น่าเชื่อถือ พร้อมแจ้งให้ชัดว่าเป็นทองจากร้านเดิมหรือต่างร้าน แล้วเปรียบเทียบเงื่อนไขจากยอดเงินที่ได้รับจริง
หากร้านแจ้งว่าจะมีรายการหัก ควรถามว่าหักจากส่วนใด ใช้น้ำหนักเท่าใด และคำนวณจากราคาใด การอธิบายรายละเอียดอย่างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญกว่าการดูตัวเลขรับซื้อเพียงบรรทัดเดียว
ราคาทองอาจเปลี่ยนระหว่างรอทำรายการ
ในวันที่ตลาดผันผวน ราคาทองสามารถประกาศเปลี่ยนแปลงได้หลายครั้งภายในวัน ราคาที่เห็นก่อนเดินทางออกจากบ้านจึงอาจไม่ใช่ราคาเดียวกับเวลาที่ร้านรับซื้อจริง
หากต้องการขายทองจำนวนมาก ควรตรวจสอบว่าร้านยืนยันราคาตอนไหน เช่น ตอนสอบถาม ตอนชั่งน้ำหนัก หรือตอนอนุมัติรายการ และควรถามว่าหากราคาปรับระหว่างดำเนินการจะใช้ราคาประกาศรอบใด
การบันทึกเวลาประกาศราคาไว้ช่วยให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น แต่ยอดสุดท้ายยังต้องอาศัยผลการตรวจทองและเงื่อนไขของร้านในขณะทำรายการ
ดูราคาทองช่องไหนเมื่อต้องการขาย
ผู้ที่ต้องการขายทองคำแท่งควรดูช่องรับซื้อทองคำแท่ง ส่วนผู้ที่ต้องการขายทองรูปพรรณควรดูช่องรับซื้อทองรูปพรรณ ไม่ควรนำราคาขายออกทองคำแท่งมาเปรียบเทียบกับทองรูปพรรณที่กำลังจะขาย
หลักจำง่ายมีดังนี้
| สิ่งที่ต้องการทำ | ราคาที่ควรดู |
|---|---|
| ซื้อทองคำแท่ง | ราคาทองคำแท่งขายออก |
| ขายทองคำแท่ง | ราคาทองคำแท่งรับซื้อ |
| ซื้อทองรูปพรรณ | ราคาทองรูปพรรณขายออกและค่ากำเหน็จ |
| ขายทองรูปพรรณ | ราคาทองรูปพรรณรับซื้อและเงื่อนไขของร้าน |
การเลือกช่องราคาให้ถูกต้องช่วยลดความเข้าใจผิดเรื่องกำไรขาดทุนได้มาก โดยเฉพาะผู้ที่เห็นราคาทองคำแท่งขายออกสูงแล้วคิดว่าจะได้รับเงินจำนวนเดียวกันเมื่อนำทองรูปพรรณไปขาย
ราคาทองต้องขึ้นเท่าไรจึงจะเริ่มมีกำไร
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะจุดคุ้มทุนขึ้นอยู่กับราคาที่ซื้อ ประเภททอง น้ำหนัก ค่ากำเหน็จ ค่าบล็อก และค่าใช้จ่ายของแต่ละรายการ
วิธีประเมินที่ถูกต้องคือหาต้นทุนรวมของตนเองก่อน แล้วเปรียบเทียบกับราคารับซื้อปัจจุบัน หากยังต่ำกว่าต้นทุน ให้หาผลต่างระหว่างสองตัวเลข จำนวนดังกล่าวคือระยะที่ราคารับซื้อยังต้องเพิ่มขึ้นเพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุนเบื้องต้น
ตัวอย่างการเปรียบเทียบมีดังนี้
| ประเภททอง | ต้นทุนรวม | มูลค่ารับซื้อปัจจุบัน | ต้องเพิ่มอีกเพื่อคุ้มทุน |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 1 บาท | 64,400 บาท | 64,100 บาท | 300 บาท |
| ทองรูปพรรณ 1 บาท | 66,200 บาท | 64,000 บาท | 2,200 บาท |
| ทองคำแท่ง 2 บาท | 128,800 บาท | 128,200 บาท | 600 บาท |
ตารางนี้เป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีคำนวณ ไม่ใช่ราคาซื้อขายปัจจุบัน และไม่ได้รวมความเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักหรือรายการหักจากการตรวจสินค้าจริง
วิธีลดโอกาสขายทองแล้วขาดทุนเกินคาด
ก่อนซื้อควรเลือกประเภททองให้ตรงกับเป้าหมาย หากต้องการสวมใส่ ทองรูปพรรณตอบโจทย์ด้านการใช้งาน แต่ต้องยอมรับว่ามีค่ากำเหน็จ หากเน้นสะสมมูลค่าและลดต้นทุนด้านงานฝีมือ ทองคำแท่งอาจเหมาะกว่า แต่ยังต้องดูค่าบล็อกและส่วนต่างราคา
ผู้ซื้อควรปฏิบัติดังนี้
- สอบถามยอดชำระสุทธิก่อนซื้อ
- แยกค่ากำเหน็จและค่าบล็อกออกจากราคาเนื้อทอง
- เปรียบเทียบส่วนต่างราคารับซื้อและขายออก
- เลือกขนาดทองให้เหมาะกับแผนแบ่งขาย
- เก็บใบเสร็จและเอกสารของสินค้า
- บันทึกวันซื้อ น้ำหนัก ราคาต่อบาท และต้นทุนทั้งหมด
- ตรวจสอบเงื่อนไขรับซื้อคืนก่อนชำระเงิน
- หลีกเลี่ยงการใช้เงินที่อาจจำเป็นต้องนำออกมาใช้ในระยะสั้น
การถือทองเป็นระยะเวลานานไม่ได้รับประกันว่าจะมีกำไรเสมอไป แต่ช่วยให้มีเวลารอการเคลื่อนไหวของราคามากกว่าการซื้อแล้วขายในระยะสั้น ผู้ซื้อจึงควรกำหนดเป้าหมายและระยะเวลาถือครองให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่รับได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขายทอง
ราคาทองขึ้น 100 บาท ขายแล้วควรได้กำไร 100 บาทหรือไม่
ไม่จำเป็น เพราะต้องเปรียบเทียบราคารับซื้อปัจจุบันกับต้นทุนรวมของตนเอง หากยังมีส่วนต่างราคา ค่ากำเหน็จ หรือค่าบล็อกที่ไม่ถูกชดเชย ผู้ถือทองอาจยังขาดทุนอยู่
ซื้อทองวันนี้แล้วขายพรุ่งนี้มีโอกาสขาดทุนหรือไม่
มีโอกาส แม้ราคาทองจะไม่ลดลง เพราะตอนซื้อใช้ราคาขายออก แต่ตอนขายใช้ราคารับซื้อ ซึ่งเป็นคนละราคา หากราคาเพิ่มขึ้นไม่มากพอที่จะผ่านส่วนต่างและค่าใช้จ่ายทั้งหมด ผู้ขายยังขาดทุนได้
ค่ากำเหน็จได้รับคืนเมื่อขายทองหรือไม่
โดยทั่วไป การรับซื้อคืนพิจารณามูลค่าเนื้อทองมากกว่าค่าแรงของชิ้นงาน ค่ากำเหน็จจึงไม่ควรถูกคาดหวังว่าจะได้รับคืนเต็มจำนวน
ทองชำรุดยังขายได้หรือไม่
โดยทั่วไปยังสามารถนำไปให้ร้านประเมินได้ เนื่องจากเนื้อทองยังมีมูลค่า แต่จำนวนเงินที่ได้รับขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ความบริสุทธิ์ และเงื่อนไขรับซื้อของร้าน
ไม่มีใบเสร็จขายทองได้หรือไม่
ขึ้นอยู่กับนโยบายและขั้นตอนตรวจสอบของผู้รับซื้อ ร้านอาจขอเอกสารยืนยันตัวตนหรือทดสอบทองเพิ่มเติม การมีใบเสร็จและหลักฐานการซื้อช่วยให้ตรวจสอบที่มาและรายละเอียดสินค้าได้สะดวกขึ้น
ทองรูปพรรณต้องขายคืนร้านเดิมหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องเป็นร้านเดิมเสมอไป แต่ร้านอื่นอาจมีขั้นตอนตรวจสอบหรือเงื่อนไขรับซื้อแตกต่างกัน ควรถามยอดสุทธิและรายการหักก่อนยืนยันขาย
ควรขายทองเมื่อราคาขึ้นกี่บาท
ไม่ควรตัดสินจากจำนวนที่ราคาปรับขึ้นในวันนั้นเพียงอย่างเดียว ควรขายเมื่อราคารับซื้อสุทธิอยู่ในระดับที่ตรงกับเป้าหมายของตน โดยพิจารณาจากต้นทุน จุดคุ้มทุน ความจำเป็นในการใช้เงิน และความเสี่ยงที่ยอมรับได้
สรุป
สาเหตุที่ราคาทองขึ้นแต่ขายแล้วยังขาดทุน เกิดจากคำว่า “ราคาขึ้น” เป็นการเปรียบเทียบราคาตลาดกับรอบก่อนหน้า ไม่ใช่การเปรียบเทียบกับต้นทุนส่วนตัวของผู้ถือทอง ตอนซื้อใช้ราคาขายออก ส่วนตอนขายใช้ราคารับซื้อ จึงมีส่วนต่างราคาเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มซื้อ ทองรูปพรรณยังมีค่ากำเหน็จ ส่วนทองคำแท่งบางขนาดอาจมีค่าบล็อกหรือค่าพรีเมียม นอกจากนี้ น้ำหนักที่สึกหรอ ส่วนประกอบที่ไม่ใช่ทอง เปอร์เซ็นต์ความบริสุทธิ์ เงื่อนไขขายต่างร้าน และการเปลี่ยนแปลงของราคาระหว่างวัน ล้วนทำให้ยอดขายจริงแตกต่างจากตัวเลขที่ประเมินไว้ได้ วิธีตรวจสอบที่ชัดเจนที่สุดคือบันทึกต้นทุนทั้งหมดตั้งแต่วันที่ซื้อ แล้วนำยอดรับซื้อสุทธิในวันที่ต้องการขายมาเปรียบเทียบ หากยอดรับซื้อสูงกว่าต้นทุนจึงถือว่ามีกำไร หากต่ำกว่ายังถือว่าขาดทุน ไม่ว่าข่าวในวันนั้นจะรายงานว่าราคาทองปรับขึ้นมากเพียงใดก็ตาม
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการคำนวณต้นทุนและราคาขายทอง ตัวเลขทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่ราคาทองปัจจุบันหรือคำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล ผู้ซื้อขายควรตรวจสอบราคาล่าสุด น้ำหนักทอง และเงื่อนไขจากร้านก่อนทำรายการทุกครั้ง